มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมลงนาม MOU เพื่อยกระดับการบูรณาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ จัดโดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
วันนี้ (4 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. ณ อาคารพระที่นั่งนงคราญสโมสร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กับองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่าย จำนวน 134 หน่วยงาน เพื่อยกระดับการบูรณาการด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ เชื่อมโยงกำลังคน เครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบสื่อสารจากทุกภาคส่วน ให้สามารถระดมเข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และมีเอกภาพ โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. ผู้บริหาร ปภ. และองค์กรสาธารณกุศล มูลนิธิ สมาคม และภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธี ทั้งนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนมูลนิธิฯ ร่วมลงนาม
สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย ปภ. จะสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการจัดการสาธารณภัย รวมถึงสนับสนุนด้านวิทยากร สถานที่ฝึกอบรม เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ตลอดจนร่วมจัดทำหลักสูตรและรับรองผลการฝึกอบรมตามความเหมาะสม เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครขององค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยในกรณีเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย ปภ. จะแจ้งเตือนองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายให้เตรียมความพร้อมสำหรับการออกปฏิบัติภารกิจร่วมกัน พร้อมมอบหมายภารกิจให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครปฏิบัติตามระบบและขั้นตอนที่กำหนด รวมถึงสนับสนุนทรัพยากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือกู้ภัย และระบบสื่อสารตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ และขณะเดียวกันองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายจะร่วมส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้ารับการฝึกอบรมและฝึกซ้อม เพิ่มพูนทักษะด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น ตลอดจนประสานการปฏิบัติกับศูนย์ประสานการปฏิบัติงานอาสาสมัครองค์กรสาธารณกุศลในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม
ทั้งนี้ ปภ. ได้เร่งพัฒนากลไกการประสานงานตามนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อให้การบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วนมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งการจัดทำระเบียบปฏิบัติประจำ (SOP) การพัฒนาระบบรายงานตัวเข้าพื้นที่ประสบภัยผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และการพัฒนาระบบสื่อสารผ่านช่องทาง DDPM–POC เพื่อสนับสนุนการประสานงานและระบบบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่เกิดภัย ซึ่งจากการนำระบบดังกล่าวไปทดลองใช้ในการปฏิบัติงานช่วงเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถบริหารจัดการกำลังและทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่ง ปภ. จะนำผลการปฏิบัติงานมาพัฒนากลไกการประสานงานให้มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้รองรับสาธารณภัยในทุกพื้นที่ของประเทศต่อไป
การลงนามความร่วมมือนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศไทย จากความร่วมมือในเชิงเครือข่ายไปสู่การปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานและกลไกเดียวกัน เพื่อให้ทุกกำลังสามารถเชื่อมต่อ ประสานงาน และเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกัน คือ “การลดความสูญเสียและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน”
วันนี้ (4 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. ณ อาคารพระที่นั่งนงคราญสโมสร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กับองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่าย จำนวน 134 หน่วยงาน เพื่อยกระดับการบูรณาการด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ เชื่อมโยงกำลังคน เครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบสื่อสารจากทุกภาคส่วน ให้สามารถระดมเข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และมีเอกภาพ โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. ผู้บริหาร ปภ. และองค์กรสาธารณกุศล มูลนิธิ สมาคม และภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธี ทั้งนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนมูลนิธิฯ ร่วมลงนาม
สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย ปภ. จะสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการจัดการสาธารณภัย รวมถึงสนับสนุนด้านวิทยากร สถานที่ฝึกอบรม เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ตลอดจนร่วมจัดทำหลักสูตรและรับรองผลการฝึกอบรมตามความเหมาะสม เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครขององค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยในกรณีเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย ปภ. จะแจ้งเตือนองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายให้เตรียมความพร้อมสำหรับการออกปฏิบัติภารกิจร่วมกัน พร้อมมอบหมายภารกิจให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครปฏิบัติตามระบบและขั้นตอนที่กำหนด รวมถึงสนับสนุนทรัพยากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือกู้ภัย และระบบสื่อสารตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ และขณะเดียวกันองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายจะร่วมส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้ารับการฝึกอบรมและฝึกซ้อม เพิ่มพูนทักษะด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น ตลอดจนประสานการปฏิบัติกับศูนย์ประสานการปฏิบัติงานอาสาสมัครองค์กรสาธารณกุศลในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม
ทั้งนี้ ปภ. ได้เร่งพัฒนากลไกการประสานงานตามนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อให้การบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วนมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งการจัดทำระเบียบปฏิบัติประจำ (SOP) การพัฒนาระบบรายงานตัวเข้าพื้นที่ประสบภัยผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และการพัฒนาระบบสื่อสารผ่านช่องทาง DDPM–POC เพื่อสนับสนุนการประสานงานและระบบบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่เกิดภัย ซึ่งจากการนำระบบดังกล่าวไปทดลองใช้ในการปฏิบัติงานช่วงเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถบริหารจัดการกำลังและทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่ง ปภ. จะนำผลการปฏิบัติงานมาพัฒนากลไกการประสานงานให้มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้รองรับสาธารณภัยในทุกพื้นที่ของประเทศต่อไป
การลงนามความร่วมมือนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศไทย จากความร่วมมือในเชิงเครือข่ายไปสู่การปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานและกลไกเดียวกัน เพื่อให้ทุกกำลังสามารถเชื่อมต่อ ประสานงาน และเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกัน คือ “การลดความสูญเสียและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน”
แบ่งปันข้อมูล :
Related Post
2026-09-03
วันที่ 3 กันยายน 2569 บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด นำโดย คุณชูโชค ศิวะคุณากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร...
2026-08-30
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ แก่นายศุภมงคล รัตนจิตร หัวหน้าแผนก...
2026-08-27